ความรู้และวิชาการ » สำหรับประชาชนทั่วไป » 10 ข้อควรรู้ คู่วัคซีนเอชพีวี
TGCS Newsletter
สมัครรับข่าวสารจากสมาคม เพียงกรอกอีเมลของท่าน



TGCS Poll
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับ รูปแบบใหม่ของเว็บไซต์สมาคม

ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรุง
แย่

TGCS Song
เพลงสมาคม

สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย-Thai Gynecologic Cancer Society



สำหรับประชาชนทั่วไป
Written by Webmaster @ TGCSThai
13 ธันวาคม 2555 12:57:32
Share on Twitter Share  Share on Google+ Share



10 ข้อควรรู้ คู่วัคซีนเอชพีวี






10 ข้อควรรู้ คู่วัคซีนเอชพีวี

สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกคืออะไร?
          สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา หรือเชื้อเอชพีวี ที่ปากมดลูก ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปากมดลูกมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีหรือเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายขึ้น ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคนและการมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย เป็นต้น อย่างไรก็ตามสตรีที่มีคู่นอนคนเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีและเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ เชื้อเอชพีวีเป็นเชื้อที่ติดต่อง่าย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการและหายไปได้เอง มีส่วนน้อยเท่านั้นที่เชื้อยังคงอยู่และก่อโรคอย่างช้า ๆ จนกระทั่งกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก ปัจจัยส่งเสริมให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายถ้ามีการติดเชื้อเอชพีวี ได้แก่ การสูบบุหรี่ การรับประทานยาคุมกำเนิดนานกว่า 5 ปี และการมีภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น

การป้องกันมะเร็งปากมดลูกมีกี่วิธี ?
          การป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งอย่างง่าย ๆ ออกเป็น 2 วิธีหลักคือ
          1. การป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีที่ปากมดลูก โดยการใช้ถุงยางอนามัยคุมกำเนิดและการฉีดวัคซีนเอชพีวีเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อต้านการติดเชื้อเอชพีวีที่ปากมดลูก
          2. การตรวจคัดกรองโดย
                    - การตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกที่เรียกว่า “แพปสเมียร์” อย่างสม่ำเสมอ
                    - การตรวจหาเชื้อเอชพีวีที่ปากมดลูก
                    - การตรวจด้วยน้ำส้มสายชู

ทำไมการฉีดวัคซีนจึงป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้?
          เพราะสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า เชื้อเอชพีวี ดังนั้นทางการแพทย์จึงผลิตวัคซีนเพื่อฉีดกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ที่เรียกว่า “วัคซีนเอชพีวี” ซึ่งสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีที่นำมาผลิตเป็นวัคซีนได้ บางคนจึงเรียกว่า “วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก”

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกผลิตมาจากอะไร?
          วัคซีนนี้ผลิตจากโปรตีนที่เปลือกหุ้มเชื้อไวรัส ผสมกับสารเสริมการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงและอยู่ในกระแสเลือดได้นาน ๆ

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เท่าไร?
          เนื่องจากเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมีประมาณ 15-20 สายพันธุ์ สายพันธุ์หลักที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของมะเร็งปากมดลูกทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย คือสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 70-75 ของมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด วัคซีนเอชพีวีในปัจจุบันผลิตจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ดังนั้นจึงครอบคลุมเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุได้ประมาณร้อยละ 70-75 ของมะเร็ง ปากมดลูกทั้งหมด วัคซีนเอชพีวีจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในสตรีที่ยังไม่ติดเชื้อเอชพีวีดังกล่าว

10 ข้อควรรู้ คู่วัคซีนมีอะไรบ้าง?
          มี 4 “ไม่” + 6 “ควร” ได้แก่
          1. ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี รอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งปากมดลูกได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 70-75 ยังมีเชื้อเอชพีวีอีกร้อยละ 25-30 ที่การฉีดวัคซีนไม่สามารถป้องกันได้
          2. ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้ว ก็ยังต้องมารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอยู่ตามที่แพทย์นัด ทั้งนี้เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจจะเกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์อื่นที่ไม่ได้มีอยู่ในวัคซีน การฉีดวัคซีนควบคู่กับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจะทำให้การป้องกันมะเร็งปากมดลูกมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น
          3. ไม่สามารถใช้รักษารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกหรือผลการตรวจคัดกรองที่ผิดปกติได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจแพปสเมียร์ การตรวจหาเชื้อเอชพีวี หรือการตรวจด้วยน้ำส้มสายชู ถ้าตรวจพบความผิดปกติดังกล่าว ควรปรึกษาขอคำแนะนำเรื่องการรักษาจากแพทย์ก่อนที่จะฉีดวัคซีน
          4. ไม่สามารถป้องกันโรคอื่น ๆ ของอวัยวะเพศได้ เช่น โรคเริม และตกขาว ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ไม่ได้เกิดจากเชื้อเอชพีวี
          5. ควรคุมกำเนิดด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพไว้ก่อนจนกระทั่งฉีดครบ 3 เข็มไปแล้วอย่างน้อย 1 เดือน ไม่ควรตั้งครรภ์ในช่วงที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ อาจจะคุมกำเนิดด้วยการรับประทานยาฮอร์โมนคุมกำเนิด หรือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ก็ได้ ถ้าขาดประจำเดือนหรือไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์ก่อนฉีดวัคซีน ถ้าบังเอิญตั้งครรภ์ในช่วงที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ 3 เข็ม ควรมาพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการปฏิบัติตัวต่อไป
          6. ควรให้คำแนะนำเรื่องเพศศึกษาและการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยด้วย ถ้าฉีดให้ลูกสาวหรือหญิงวัยรุ่น ถึงแม้ว่าการฉีดวัคซีนจะป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ แต่ถ้ามีเพศสัมพันธ์แบบสำส่อนหรือมีคู่นอนหลายคน ก็อาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น และการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อมได้
          7. ควรแนะนำให้มารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่อถึงวันอันควร เช่น หลังแต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าเคยฉีดวัคซีนเอชพีวีมาแล้ว เมื่อมารับการตรวจภายในหรือตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเพื่อประโยชน์ในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกวิธีและระยะห่างของการตรวจคัดกรอง
          8. ควรฉีดวัคซีนเอชพีวีให้ครบ 3 เข็มตามที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี ถ้าลืมมาฉีดตามที่แพทย์นัด ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำการฉีดเข็มต่อไปจนครบ 3 เข็ม
          9. ควรนั่งพักสังเกตอาการอย่างน้อย 15 นาทีหลังฉีด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอาการผิดปกติที่รุนแรง ไม่ควรเดินกลับคนเดียว หรือขับรถกลับด้วยตนเอง ควรมีเพื่อนหรือผู้ปกครองมาด้วย
          10. ผู้หญิงควรจะเป็นผู้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเอง ถึงแม้ว่าการติดเชื้อไวรัสนี้จะมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายก็ตาม การฉีดให้ผู้ชายที่เป็นคู่นอน ยังไม่มีข้อมูลว่าจะได้ประโยชน์อย่างชัดเจนในการช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง

*แม้ฉีดวัคซีนเอชพีวีแล้ว ก็ต้องมารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก*




Search
กรุณากรอกคำค้น



Official Partners
iCheckTest
Roche
sd