ความรู้และวิชาการ » สำหรับประชาชนทั่วไป » ความรู้เรื่องเคมีบำบัด Chemotherapy
TGCS Newsletter
สมัครรับข่าวสารจากสมาคม เพียงกรอกอีเมลของท่าน



TGCS Poll
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับ รูปแบบใหม่ของเว็บไซต์สมาคม

ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรุง
แย่

TGCS Song
เพลงสมาคม

สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย-Thai Gynecologic Cancer Society



สำหรับประชาชนทั่วไป
Written by Webmaster @ TGCSThai
23 กันยายน 2555 16:23:18
Share on Twitter Share  Share on Google+ Share



ความรู้เรื่องเคมีบำบัด Chemotherapy






ความรู้เรื่องเคมีบำบัด Chemotherapy


นาวาอากาศโททรงพล สนธิชัย




เคมีบำบัดคืออะไร (Chemotherapy)

เคมีบำบัด คือ การใช้ยาเพื่อรักษาโรค ซึ่งมาจากคำ 2 คำมารวมกันคือ คำว่าเคมี (Chemical) และบำบัด (Therapy) หรือรักษา (Treatment) ปัจจุบันเคมีบำบัดใช้สำหรับ ยารักษาโรคมะเร็ง เคมีบำบัด หมายถึง การรักษาโดยยา เพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์ มะเร็ง โดยการออกฤทธิ์ยับยั้ง การเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และทำลาย เซลล์มะเร็งโดยตรง บางครั้งอาจมีผล ข้างเคียง เช่น คลื่นไส้อาเจียน ผมร่วง ซึ่งอาการ เหล่านี้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ ชนิดและปริมาณ ยา รวมทั้งสภาวะความแข็งแรงของ ร่างกาย และ ความพร้อมทางจิตใจของผู้ป่วย


การให้ยาเคมีบำบัด แบ่งง่ายๆเป็น 2 วิธี หลัก
1. ยาเคมีบำบัดชนิดรับปะทาน
2. ยาเคมีบำบัดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด


    ระยะเวลาของการให้ยาเคมีบำบัด ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค มะเร็งที่ผู้ป่วยเป็น รวมทั้งผลการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ วิเคราะห์ แนะนำ และกำหนดเวลา ตลอดจนเลือกยาที่ได้ผลดีที่สุดต่อผู้ป่วย ความถี่ของ การให้ยาเคมีบำบัดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสูตรยาที่ใช้และสภาพร่างกายของผู้ป่วย เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน บางครั้งอาจต้องหยุดยาชั่วคราว เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลา พักและซ่อมแซมเซลล์ปกติให้แข็งแรงพอที่จะให้ยาครั้งต่อไปได้ ผู้ป่วยบางรายอาจท้อแท้ เนื่องจากระยะเวลาอันยาวนานของการรักษา ถ้าหากมีความกังวลใจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ ดูแล แพทย์อาจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแผนการรักษาเป็นระยะ โดยมาตรวจตรงตามแพทย์ นัด ให้ยาตรงตามแผนการรักษา

    การได้ยาไม่ครบหรือระยะเวลาไม่ตรงกำหนด จะก่อให้เกิดผลเสีย ต่อการรักษา ถ้ามี เหตุจำเป็นที่จะต้องเลื่อนระยะเวลาการให้ยาควร ปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนทุกครั้ง


การเตรียมตัวก่อนได้รับยาเคมีบำบัด

ด้านร่างกาย
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้
- ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และเพิ่มการนอนพักในตอนกลางวัน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
- ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ โรคที่ต้องรับประทาน ยาเป็นประจำ ต้องแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบ

ด้านจิตใจ
- ควรทำอารมณ์ จิตใจ พร้อมรับการรักษา
- ลดความกลัว ความวิตกกังวล
- มั่นใจในวิทยาการสมัยใหม่ ซึ่งสามารถลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิด ขึ้นได้
- ถ้าท่านรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับโรค การดูแลรักษาตนเอง ควรปรึกษา แพทย์และ พยาบาล


การดูแลตนเองขณะรับยาเคมีบำบัด
    ผู้ป่วยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรักษา ถ้าผู้ป่วยร่วมมือด้วยการ ดูแลตนเองและร่วม มือในการปฏิบัติตามคำแนะนำ จะช่วยให้การรักษา ได้ผลดียิ่งขึ้น ควรดูแลตนเองดังนี้

- สังเกตผิวหนังบริเวณที่ฉีดยา ถ้ารู้สึกปวด บวม แดง หรือสงสัยมียา รั่วซึมออกนอกเส้น เลือด ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่พยาบาลทันที
- ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยขับสารเคมีที่อาจตกค้างในร่างกายออกทาง ปัสสาวะ
- ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้แจ้งพยาบาลทันที เพื่อรับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

    เมื่อได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยบางรายอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ การบำบัดรักษาตั้งแต่ เริ่มต้นจะได้ผลดีกว่าการรักษาเมื่อเป็นมากแล้ว ผลข้างเคียงบางประการถ้าไม่รักษาทัน ท่วงที อาจนำไปสู่ผลแทรกซ้อน ที่รุนแรงได้ เช่น อาการไข้ระหว่างที่เม็ดเลือดขาวต่ำ อาจ นำไปสู่อาการ ช็อคจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้


อาการสำคัญที่ควรปรึกษาแพทย์ พอสรุปได้ดังนี้
1. มีแผลในปากและคอ
2. ซึมลง ชัก หรือมีอาการเกร็งผิดปรกติ
3. ไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส (101 องศาฟาเรนไฮต์)
4. ท้องผูกหรือท้องเดินอย่างรุนแรง
5. น้ำหนักลด หรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว
6. มีอาการบวมผิดปรกติ
7. ไอ มีเสมหะ
8. เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก
9. เลือดออกง่าย หรือออกไม่หยุด หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
10. ปัสสาวะเป็นเลือด
11. มีผื่นขึ้นตามลำตัว
12. มีอาการปวดท้องรุนแรง
13. คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง
14. บริเวณให้ยามีอาการปวดแสบ ปวดร้อน บวมแดง
15. มีอาการติดเชื้อเกิดขึ้น


การปฏิบัติตนระหว่างและหลังรับยาเคมีบำบัด
- รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
- หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด มันจัด กลิ่นฉุน ควรดื่มน้ำอุ่นๆ น้ำส้ม น้ำมะนาว
- บ้วนปากด้วยน้ำอุ่นๆ หรือน้ำเกลือเจือจางหลังรับประทานอาหาร หรือหลังอาเจียนทุกครั้ง

    ในด้านอารมณ์ ระหว่างรับการรักษาท่านต้องเข้มแข็ง ถ้ามีความเครียดหรือ วิตกกังวล ควรระบายให้บุคคลใกล้ชิดหรือเพื่อนสนิทฟัง แพทย์และพยาบาลอาจช่วยลดความเครียด ของท่านลงได้บ้าง การทำสมาธิก็เป็นแนวทางลด ความเครียดและวิตกกังวลได้อีกวิธีหนึ่ง ที่น่าสนใจ หากท่านมีข้อกังวลสงสัยประการใดเกี่ยวกับการรักษา ควรสอบถามข้อมูลจาก แพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลท่าน


อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
1. เบื่ออาหาร
2. อ่อนเพลีย ภาวะซีด
3. ท้องเสีย
4. ผมร่วง
5. เยื่อบุช่องปากอักเสบ
6. ภูมิต้านทานต่ำ
7. อาการปลายเส้นประสาทอักเสบ
8. ผลข้างเคียงต่อผิวหนังและเล็บ


วิธีการปฏิบัติตัวเพื่อลดอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

1. เบื่ออาหาร
- รับประทานอาหารย่อยง่าย ครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ครั้ง
- ดูแลความสะอาดของช่องปากและฟัน
- การออกกำลังกายเบาๆ ก่อนมื้ออาหาร 5-10 นาที
- อาการเบื่ออาหาร มักพบได้เสมอในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉาย รังสีและเคมี บำบัด แต่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังจากได้รับการรักษาจน ครบแล้ว

2. อ่อนเพลีย ภาวะซีด
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น แป้ง เนื้อสัตว์นม ไข่ ผัก ผลไม้
- พักผ่อนให้เพียงพอ เพิ่มการนอนพักกลางวันวันละ 1-2 ชั่วโมง
- เพิ่มพลังงานจากการรับประทานอาหาร ให้ทานอาหารเช้าให้มากที่สุดเท่า ที่จะทำได้
- สามารถทานน้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือน้ำซุป แทนน้ำเปล่าให้มากขึ้น
- อย่าทำงานหรือออกแรงมาก เมื่อเริ่มรู้สึกเหนื่อยต้องหยุดพัก

3. ท้องเสีย
- งดอาหารประเภทของหมักดอง
- ดื่มน้ำชาอ่อนๆ (อย่าให้ร้อนหรือเย็นจนเกินไป)
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย ไม่มีกาก
- ดื่มน้ำเกลือแร่เสริม
- ขณะท้องเสีย อย่ารับประทานผักดิบ ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วต่างๆ รวมทั้งกาแฟด้วย
- ถ้าอาการไม่ทุเลา โดยมีอาการท้องเสียติดต่อกันนานกว่า 48 ชั่วโมง หรือ แม้แต่น้อย กว่า 48 ชั่วโมงแต่มีอาเจียนร่วมด้วย ให้แจ้งแพทย์หรือ พยาบาลทราบเพื่อดำเนินการ แก้ไข

4. ผมร่วง
- ยาเคมีบำบัดส่วนมากมักจะทำให้ผมร่วง จะมากหรือน้อยแล้วแต่ชนิด และปริมาณของยา
- โดยทั่วไปผมจะเริ่มร่วงประมาณ 3 สัปดาห์หลังจากได้รับยาเคมีบำบัด บางรายอาจจะเริ่ม ร่วงตั้งแต่ 7 วันหลังได้รับยา
- ยาเคมีบำบัดบางชนิด ทำให้ผมร่วงหมดศีรษะ แนะนำให้ซื้อวิกผมมาใส่และเมื่อจบการ รักษา ผมจะงอกขึ้นมาเป็นปรกติ
- ควรเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เมื่อรู้ว่าต้องได้รับยาเคมีบำบัดชนิดที่ทำให้ผมร่วง เช่น ตัดผมให้ สั้นมากๆ ไว้ก่อนล่วงหน้า เวลาผมร่วงจะได้ไม่เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้อื่นอย่างชัดเจน

5. เยื่อบุช่องปากอักเสบ
- รักษาความสะอาดในช่องปาก แปรงฟันด้วยแปรงสีฟันขนนุ่มๆ บ้วนปาก ด้วยน้ำหรือน้ำ เกลือบ่อยๆหลังรับประทานอาหาร
- รับประทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ร้อนจัด
- งดเหล้า บุหรี่ หมาก
- ดื่มน้ำมากๆ

6. ภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
- ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายทั่วไป
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน เช่น โรงภาพยนตร์ ศูนย์การค้า
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับบุคคลที่เป็นโรคติดต่อ เช่น ไข้หวัด วัณโรค
- รับประทานอาหารที่สุก สะอาด งดผักสด
- สังเกตการติดเชื้อ เช่น มีไข้สูง เจ็บคอ ปัสสาวะแสบขัด ให้รายงานแพทย์ หรือพยาบาล ทราบ

7. อาการปลายประสาทอักเสบ
- ผู้ป่วยอาจมีอาการชา หรือสูญเสียความรู้สึกบริเวณปลายมือปลายเท้า หรือมีอาการปวด ร่วมด้วย
- อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ หรือหลังจากได้รับยา Oxaliplatin
- อาการนี้จะแย่ลงถ้าผู้ป่วยได้สัมผัสหรือรับอากาศเย็นร่วมด้วย เช่น อยู่ใน ห้องที่เปิด เครื่องปรับอากาศ หรือการดื่มน้ำเย็น


คำแนะนำเพื่อบรรเทาอาการปลายประสาทอักเสบ
- ไม่ควรดื่มน้ำเย็น หรือรับประทานอาหารที่เย็นๆ เช่น ไอศครีม
- อาบน้ำอุ่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับอากาศที่เย็น เช่น การอยู่ในห้องที่เปิดแอร์
- ท่านควรสวมถุงมือก่อนทุกครั้ง เมื่อท่านต้องหยิบของจากตู้เย็น
- ไม่ควรสูดหายใจแรงๆ เมื่อเปิดตู้เย็นอยู่
- สวมเสื้อคลุมหรือหมวก เมื่อท่านจำเป็นต้องสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น
- ระวังความเย็นจากการสัมผัสวัตถุที่ทำจากโลหะ เช่น ตัวถังรถ ตู้จดหมาย

8. ผลข้างเคียงต่อผิวหนังและเล็บ
- ระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด ท่านอาจมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังได้ ซึ่งอาจ จะเป็นแค่ผื่นแดง แห้งๆ หรือเป็นตุ่มเป็นสิวขึ้นมาได้
- เล็บจะมีสีคล้ำและแยกได้
- ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง และเล็บไม่ใช่เรื่องใหญ่ ท่านสามารถใช้โลชั่น อ่อนๆ ที่ท่านไม่แพ้ ทาผิวเพื่อบรรเทาอาการผิวหนังแห้ง
- สวมถุงมือเวลาที่ต้องล้างจาน ทำสวน ทำงานบ้าน
- รักษาความสะอาดของเล็บและตัดให้สั้นอยู่เสมอ
- ถ้าต้องสัมผัสกับแสงแดดนานๆ อาจต้องทาครีมกันแดดไว้บ้าง

โปรดระลึกไว้เสมอ : อาการข้างเคียงเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็ได้ ถ้าเกิดขึ้นอาจจะ เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหยุดการรักษาอาการต่างๆ ก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม อาการ ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นนั้นจะขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ และปฏิกิริยาตอบสนอง ต่อยาของร่างกายผู้ได้รับยาเคมี บำบัดนั้น ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ ที่จะเกิดขึ้นจาก การได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการให้น้อยลง หรืออาจพิจารณาปรับแผนการ รักษา ถ้าเกิดมีอาการรุนแรง อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่า อาการ ของโรคมะเร็งเป็นมากขึ้น และความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ ก็ไม่มีความสัมพันธ์ กับผลของยาเคมีบำบัดต่อเซลล์มะเร็ง


การปฏิบัติตนเมื่อกลับบ้าน
ท่านควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำต่อไปอีกประมาณ 1 เดือนเพื่อลดภาวะ แทรกซ้อนที่อาจ จะเกิดขึ้น
- กรณีมีอาการผิดปรกติ เช่น มีไข้สูง คลื่นไส้อาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง มีจุดเลือดออก ตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกจากอวัยวะต่างๆ ให้ติดต่อ เพื่อนัดพบแพทย์ก่อนวันนัดเดิม
- กรณีไม่มีอาการผิดปรกติ ควรมาตรวจอย่างสม่ำเสมอตามวันและเวลาที่ แพทย์นัด



Search
กรุณากรอกคำค้น



Official Partners
iCheckTest
Roche
sd