ความรู้และวิชาการ » สำหรับประชาชนทั่วไป » เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก
TGCS Newsletter
สมัครรับข่าวสารจากสมาคม เพียงกรอกอีเมลของท่าน



TGCS Poll
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับ รูปแบบใหม่ของเว็บไซต์สมาคม

ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรุง
แย่

TGCS Song
เพลงสมาคม

สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย-Thai Gynecologic Cancer Society



สำหรับประชาชนทั่วไป
Written by Webmaster @ TGCSThai
19 มิถุนายน 2555 10:35:15
Share on Twitter Share  Share on Google+ Share



เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก






เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก

      เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (Leiomyoma or fibromyoma or fibroid or myoma uteri) เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงของกล้ามเนื้อมดลูก ตัวเนื้องอกประกอบด้วยกล้ามเนื้อมดลูกเป็นส่วนใหญ่ และมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเป็นองค์ประกอบอยู่บ้าง

      เนื้องอกชิดนี้พบได้บ่อยในสตรีที่อายุเกิน 35 ปี ถึงร้อยละประมาณ 20-25 พบได้มากที่สุดในช่วงอายุ 40-50 ปี พบมากในสตรีผิวดำ มากกว่าผิวขาวและชาวตะวันออก 2 ถึง 5 เท่า สตรีที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตรมีแนวโน้มที่จะพบโรคนี้ได้บ่อยขึ้น

      เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกเกิดจากการเปลี่ยนของเซลกล้ามเนื้อไปเป็น myoma (somatic mutation) ตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่ทราบแน่นอน สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากพันธุกรรม เนื่องจากพบในครอบครัวสืบทอดกันมาค่อนข้างบ่อย

      เอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศหญิง) และตัวเร่งการเติบโตที่มดลูก (Growth factor) มีส่วนเร่งให้ตัวเนื้องอกโตขึ้น ดังนั้นเนื้องอกนี้จะพบในวัยเจริญพันธุ์ และเล็กลงหลังเข้าวัยหมดระดู ยิ่งกว่านั้นการให้ฮอร์โมนทดแทน (เอสโตรเจน) จะทำให้ขนาดเนื้องอกโตเร็วกว่าธรรมดา

      ลักษณะที่มองเห็นด้วยตาเปล่า โดยทั่วไปมดลูกโตไม่สม่ำเสมอ ส่วนก้อนเนื้องอกจะมีลักษณะค่อนข้างกลม และมักจะเป็นหลายๆก้อน แยกจากกล้ามเนื้อปกติได้ชัดเจน จะเห็นมีลักษณะคล้ายแคปซูลล้อมรอบ ซึ่งแคปซูลนี้ก็คือกล้ามเนื้อมดลูกปกติที่ถูกเบียดโดยก้อนเนื้องอกจนแบนคล้ายแคปซูลล้อมรอบเนื้องอกเอาไว้ ส่วนมากค่อนข้างแข็ง ยกเว้นรายที่มีการเสื่อมสภาพ หรือมีเลือดออกภายใน สีของเนื้องอกอาจเป็นสีเทาอ่อนหรือสีชมพูขาว ขึ้นอยู่กับจำนวนเลือดที่มาเลี้ยง ตัดดูตามขวางจะเห็นเป็นใยไขว้ไปมา หรือเห็นเป็นวงๆ

      ชนิดของเนื้องอกเรียกชื่อตามตำแหน่งที่สัมพันธ์กับผนังมดลูก แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ       1. อยู่ใต้ชั้น serosa เรียกว่า Subserous type       2. อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก เรียกว่า Intramural type       3. ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูกอยู่ใต้ชั้น mucosa เรียกว่า Sub-mucous type

 

      อาการและอาการแสดง
      ประมาณร้อยละ 20-30 ของเนื้องอกเท่านั้นที่มีอาการ อาการสำคัญที่พบได้ คือ
      1. เลือดออก ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดเลือดประจำเดือนออกมากและนาน มีลิ่มเลือดปนเป็นก้อน เนื่องมาจากพื้นที่ผิวของมดลูกมีมากกว่าปกติจากการที่มีก้อนเนื้องอกไปเพิ่มพื้นที่ผิวภายในของเยื่อบุโพรงมดลูก บางครั้งเลือดอาจออกไม่ตรงกับรอบระดู อาจออกนานติดต่อกัน หรือออกๆ หยุดๆ สลับกับอาการตกขาว อาจเกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อร้าย หรือมีแผลที่ผิวนอกของก้อนเนื้องอกชนิด submucous myoma มีครรภ์ร่วมด้วย มีมะเร็งของเยื่อบุมดลูก หรือมี endometrial polyp ร่วมด้วย
      2. อาการถูกกดเบียดจากเนื้องอก ก้อนเนื้องอกที่กดเบียดกระเพาะปัสสาวะ อาจทำให้รู้สึกไม่สบายที่บริเวณหัวหน่าว ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะค้างหรือไหลโดยไม่รู้สึกตัว ท้องผูก บางครั้งขาบวมหรือมีอาการหลอดเลือดขอดได้ถ้าก้อนใหญ่พอ บางครั้งมีการกดที่เส้นประสาทภายในอุ้งเชิงกราน อาจจะเจ็บปวดมากซึ่งส่วนใหญ่พบในกลุ่มที่เป็นเนื้อร้าย ถ้าเนื้องอกโตออกไปทางด้านข้างของอุ้งเชิงกรานก็อาจจะกดเบียดท่อไต ทำให้เกิดไตบวม ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังข้างที่มีสภาพ
      3. ก้อนในท้อง อาจจะไม่มีอาการอะไรเลยนอกจากคลำได้ก้อนบริเวณท้องน้อยโดยบังเอิญ หรือรู้สึกว่าท้องโตขึ้น
      4. การเจ็บปวด โดยทั่วไปก้อนเนื้องอกนี้มักไม่มีอาการปวด ถ้ามีอาการปวดมักเกิดจาก
         - การบิดของก้อนชนิด subserous
         - มีการเสื่อมสภาพของก้อน มีเลือดออกในก้อน หรือมีการอักเสบ
         - มีการเปลี่ยนแปลงของก้อนไปเป็นมะเร็ง
         - มีการบีบตัวของมดลูกเพื่อขับเอาก้อนเนื้องอกชนิด submucous
      5. หายใจลำบาก เป็นภาวะที่พบได้น้อย เกิดจากการที่มีการแพร่กระจายของตัวเนื้องอกไปที่ปอด
      6. ตกขาว เกิดจากมีการคั่งของเลือดในอุ้งเชิงกรานพร้อมๆกับมีการหนาตัวของเยื่อบุคอมดลูก ทำให้มีตกขาวเป็นมูก รายที่มีการเสื่อมสภาพของก้อนที่ยื่นเข้าในโพรงมดลูก ตกขาวจะมีลักษณะมูกปนหนองหรืออาจจะเป็นเลือดจางๆ ถ้ามีการอักเสบหรือเนื้อตาย จะมีตกขาวเป็นสีน้ำตาลและมีกลิ่นเหม็นคาวจัด
      7. การตกเลือดในช่องท้อง เป็นภาวะที่พบน้อยเกิดจากมีการแตกหรือฉีกขาดของหลอดเลือดที่ผิวนอกของก้อน จะมีอาการตกเลือดในช่องท้องคล้ายการตกเลือดในการตั้งครรภ์นอกมดลูก

 

      การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก
      1. Hyaline and cystic degeneration เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการที่เลือดที่มาหล่อเลี้ยงน้อยลง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง
      2. Calcareous degeneration (Calcification) มักพบในเนื้องอกที่เป็นอยู่นานมีเลือดหล่อเลี้ยงน้อยลง เช่นในวัยหมดระดู หรือพวก subserous myoma ที่มีก้านเล็กลักษณะที่แคลเซียมมาจับนี้สามารถเห็นได้ด้วยภาพเอกซ์เรย์
      3. Red degeneration เกิดจากการที่มีเลือดออกในเนื้องอก เนื่องจากมีการอุดตันของหลอดเลือดดำ มักพบในขณะตั้งครรภ์หรือหลังคลอดใหม่ๆ มีอาการปวดตรงตำแหน่งก้อน กดเจ็บ บางครั้งมีไข้ต่ำๆ รักษาแบบประคับประครอง ให้ยาแก้ปวด อาการหายเองภายใน 2-3 วัน
      4. การติดเชื้อและเกิดหนอง การอักเสบติดเชื้อพบไม่บ่อยนัก มักจะเกิดกับพวก submucous เพราะมีทางติดต่อกับช่องคลอด เชื้อรุนแรงทำให้เป็นหนองได้ ส่วนชนิด subserous ถ้าอักเสบก็เพราะได้รับเชื้อจากท่อนำไข่
      5. Sarcomatous change โอกาสที่เนื้องอกชนิดนี้จะเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้ร้อยละ 0.5 ถ้าก้อนโตเร็วในวัยหมดระดูประกอบกับมีอาการตกเลือด ควรนึกถึงภาวะนี้ไว้เสมอ

 

      การวินิจฉัย
      1. จากอาการและอาการแสดงที่กล่าวมาข้างต้น
      2. จากการตรวจร่างกาย ทั้งการตรวจทางหน้าท้อง และการตรวจภายใน
      3. การตรวจทางรังสี เช่นการตรวจ KUB และการตรวจ IVP
      4. การตรวจอัลตราซาวด์
      5. การส่องกล้องตรวจในช่องท้อง(laparoscopy) และการส่องกล้องตรวจในโพรงมดลูก (Hysteroscopy)
      6. MRI และ Computer tomography(CT)

 

      การรักษา
      การรักษาจะต้องพิจารณาหลายอย่าง เช่น
      1. อายุของผู้ป่วย ความต้องการมีระดูในคนอายุน้อย
      2. ชนิดของเนื้องอก
      3. ขนาดของก้อนเนื้องอก
      4. ความต้องการมีบุตร
      5. มีภาวะแทรกซ้อนร่วมหรือไม่
      6. สภาพของผู้ป่วยเหมาะสมสำหรับการผ่าตัดเพียงใด
      7. ตั้งครรภ์ร่วมด้วยหรือไม่

 

      ก. รายที่ไม่ต้องรักษา
      เนื้องอกก้อนเล็ก ไม่มีอาการ โดยเฉพาะที่พบในวัยจะหมดระดู เพียงแต่นัดมาตรวจติดตามทุก 3-6-12 เดือน เป็นรายๆไป อย่างไรก็ตามก้อนเนื้องอกที่ไม่มีอาการนี้อาจจะต้องทำการผ่าตัดเมื่อ
      1. ก้อนโตเท่ากับหรือเกินกว่าขนาดครรภ์อายุ 12 สัปดาห์
      2. มีการบิดของขั้ว เจ็บปวดมาก
      3. ไม่แน่ใจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่
      4. ก้อนโตเร็ว
      5. มีน้ำในท้องร่วมด้วย

      ข. Conservative management       1. การรักษาด้วยยา
         1.1 ฮอร์โมนเพศชาย เช่น Danazol และ Gestrinone หรือการให้โปรเจสเตอโรน ช่วยรักษาการมีภาวะประจำเดือนออกมาก แต่ผลของการลดขนาดของก้อนยังไม่แน่นอน
         1.2 GnRH agonists เป็นฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ทำให้ระดับ Estrogen ลดลงชั่วคราว มีผลให้ขนาดก้อนเนื้องอกลดลง และเลือดที่ออกผิดปกติก็ลดลง ภายใน
      2. Myomectomy (การตัดเฉพาะตัวก้อนเนื้องอกออก) ควรเลือกทำในสตรีที่แต่งงานแล้ว ต้องการมีบุตร และอายุไม่ควรเกิน 35 ปี มีโอกาสเกิดซ้ำของตัวเนื้องอกหลังผ่าตัดชนิดนี้ได้อีก จึงจำเป็นต้องมีการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ

      ค. การตัดมดลูกออก       พิจารณาตัดมดลูกในราย
      1. เนื้องอกที่มีขนาดโตกว่าครรภ์อายุ 12 สัปดาห์ โดยพิจารณาเป็นรายๆ เช่น ถ้าปล่อยให้โตต่อไปอาจจะทำให้อวัยวะอื่นเสียไปด้วยหรือไม่ เช่นไปกดท่อไต หรือรายที่จำเป็นต้องให้เอสโตรเจนและเกรงว่าก้อนจะโตขึ้น
      2. เนื้องอกที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกเว้นรายที่กำลังตั้งครรภ์
      3. รายที่อายุมาก หรือมีบุตรเพียงพอแล้ว และพบว่า
         3.1 เลือดออกมาก ออกอยู่หลายรอบระดู
         3.2 มีอาการของการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่นท้องผูก ปัสสาวะบ่อย กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย
         3.3 มีภาวะหรือโรคอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ผิดที่ (endometriosis)
         3.4 รายที่พบมีเนื้องอกที่รังไข่ร่วมด้วย




Search
กรุณากรอกคำค้น



Official Partners
iCheckTest
Roche