ความรู้และวิชาการ
Written by TGCSThai Webmaster
22 มกราคม 2561 09:49:31

การรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Cancer)






มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีไทยโดยพบประมาณ 3 คน/แสนราย/ปี  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อมริกา หรือยุโรป พบบ่อยเป็นอันดับ 1 ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา ที่เริ่มมีลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงประเทศแถบตะวันตกมากขึ้นทุกที  จึงพบการเกิดมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

โรคนี้ถ้ามาพบแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการมักรักษาได้หายค่อนข้างสูง  ดังนั้นมาทำความรู้จักโรคนี้กันดีกว่าค่ะ


ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมะเร็งต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ?

มะเร็งชนิดนี้เติบโตได้โดยการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิง หรือเอสโตรเจน  ดังนั้นภาวะใดก็ตามที่ทำให้มีฮอร์โมนเหล่านี้มากผิดปกติก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้ด้วย ได้แก่

     
  1. การได้รับฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) ซึ่งมีได้ 2 กรณีด้วยกัน   
    1. ฮอร์โมนวัยทอง   ฮอร์โมนวัยทองมีหลายหลายชนิด และหลากหลาย ส่วนประกอบ บางชนิด (มีเอสโตรเจนอย่างเดียวไม่มีโปรเจสโตเจน) สามารถกระตุ้นโรคนี้ได้มาก  บางชนิด (มีเอสโตรเจนที่มีโปรเจสโตเจนร่วมด้วย)  ก็ไม่ทำให้เป็นโรคนี้  ดังนั้นผู้ที่รับประทานฮอร์โมนวัยทอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน และอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์
    2. สมุนไพร   ยาสมุนไพรบางชนิดมีเอสโตรเจนปริมาณสูง เช่น ว่านชักมดลูก กวาวเครือ โสม และ อีกหลายชนิดมีเอสโตรเจนแฝงอยู่โดยไม่รู้ การรับประทานสมุนไพรบางตัวจึงอาจทำให้เลือดระดูออกผิดปกติหรือเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง เยื่อบุโพรงมดลูกได้
  2.  
  3. ความอ้วน ในชั้นไขมันของคนเราเป็นที่สะสมของเอสโตรเจน  ดังนั้นยิ่งอ้วนมากยิ่งมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้มากขึ้น
  4.  
  5. ยารักษามะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด บางรายแพทย์แนะนำให้รับประทานยาป้องกันการกลับเป็นซ้ำ (ทามอกซิเฟน)  ซึ่งยานี้มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติได้  จึงสมควรได้รับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด
  6.  
  7. ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง  ซึ่งมักมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเป็นมากๆ อาจมีสิว ผิวมัน ขนดกร่วมด้วย  กลุ่มนี้มีเอสโตรเจนสูงเช่นกัน
  8.  
  9. โรคเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้
       
      นอกจากนั้นยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก ได้แก่
    1. เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
    2. ประวัติพันธุกรรม ญาติสายตรง เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
    3. ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อย่าเพิ่งตกใจนะคะ เพราะการมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งแต่จะได้เฝ้าระวังดูแล และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการ 

มีอาการอย่างไร ?

โชคดีมากที่โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการแต่เนิ่นๆ  นั่นคือ มีเลือดออกทางช่องคลอด เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักเกิดหลังอายุ 50 ปี  ดังนั้นผู้หญิงทุกคนที่มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้วควรรีบมาแพทย์ค่ะ

ผู้ที่ยังไม่ถึงวัยทอง แต่ถ้ามีอาการเลือดออกผิดปกติที่ไม่ใช่รอบเดือน เช่น ออกกระปริด กระปรอย หรือออกมามากและนานกว่าปกติ คือเกิน 7 วันต่อรอบ ก็ควรมาพบแพทย์เช่นกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น อย่าลืมว่ายิ่งพบแต่ระยะแรกโอกาสหายยิ่งสูง ถ้ามีอาการผิดปกติอย่างนิ่งนอนใจนะคะ  ส่วนกรณีที่โรคเป็นมากแล้ว อาจมีอาการเมื่อมดลูกโตขึ้น ปวดท้องน้อย คลำได้ก้อนในท้องน้อย มดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อย หรือกดทวารหนักทำให้อุจจาระลำบากได้ค่ะ


วินิจฉัยอย่างไร ?

การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการนำเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยา (ส่องกล้องย้อมเซลล์ดู)  ซึ่งมักต้องขูดมดลูกให้ได้เนื้อเยื่อไปตรวจ

ในผู้ที่เคยมีบุตรแล้ว การขูดมดลูกทำได้โดยฉีดยาชา ส่วนผู้ที่ยังโสด หรือไม่เคยมีบุตรแพทย์มักวางยาสลบให้ไม่เจ็บ  สามารถกลับบ้านได้หลังขูดมดลูก

ปัจจุบันมีการผลิตหลอดพลาสติกขนาดเล็กๆ สามารถใช้ใส่เข้าไปดูดเนื้อเยื่อส่งตรวจได้ โดยไม่ต้องวางยาสลบหรือฉีดยาชา จะมีอาการเจ็บช่วงดูดพอทนได้ ใช้เวลาไม่นาน

ฟังแล้วอย่าเพิ่งกลัวนะคะ เมื่อมีอาการผิดปกติ คุณหมอตรวจแล้วจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากดูแล้วไม่ค่อยเหมือนมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกก็คงไม่ต้องขูดมดลูกค่ะ


รักษาอย่างไร ?

ทำได้โดยการผ่าตัด ซึ่งได้แก่การตัดเอามดลูก ปากมดลูก ปีกมดลูก (รังไข่และท่อนำไข่) ออกร่วมกับการล้างน้ำในช่องท้อง  และเลาะต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ

การผ่าตัดดังกล่าวสามารถทำได้ทั้งแบบผ่าเปิดหน้าท้อง หรือผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งได้ผลในการรักษาเช่นเดียวกัน แต่การผ่าตัดผ่านกล้องจะมีแผลเล็กๆ ขนาด  ½ - 1 เซนติเมตร ประมาณ 4-5 แผลที่หน้าท้อง จึงทำให้ผู้ป่วยเจ็บแผลน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า แต่มีข้อเสียคือเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดมีราคาแพงกว่า และมักจะเบิกค่าเครื่องมือในการผ่าตัดได้เพียงบางส่วน

การผ่าตัดจะช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากพบว่าเป็นระยะแรก กล่าวคือ มีมะเร็งอยู่เฉพาะที่เยื่อบุโพรงมดลูก ยังมีการลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกไม่มาก ไม่มีการกระจายของโรคไปอวัยวะอื่น การผ่าตัดที่กล่าวมาก็เพียงพอในการรักษา ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างอื่นเพิ่มเติม ผลการรักษาดีมาก

หากพบว่าเริ่มมีการลุกลามของมะเร็งลึกขึ้น หรือกระจายไปในอวัยวะข้างเคียง หลังผ่าตัดจำเป็นต้องได้รับรังสีรักษา (ฉายแสง) ร่วมด้วย เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำ  โดยรังสีแพทย์จะพิจารณาฉายแสงภายนอก หรือใส่แร่ที่ช่องคลอด หรือทั้งสองวิธี แล้วแต่กรณี

ในกลุ่มที่มีการกระจายของโรคไปไกลๆ เช่น ช่องท้องด้านบน ตับ ปอด อาจต้องให้เคมีบำบัดร่วมด้วย ซึ่งผลการรักษาอาจไม่ดีนัก

ผู้ป่วยบางกลุ่มที่แม้จะเป็นมะเร็งระยะแรก แต่เป็นชนิดที่มีความรุนแรงสูง แม้ผ่าตัดออกหมดเรียบร้อยแล้ว ยังอาจต้องให้ทั้งเคมีบำบัดและฉายแสงร่วมด้วย เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำ

สำหรับผู้ป่วยที่อายุมาก มีโรคประจำตัวหลายชนิด ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการวางยาสลบเพื่อผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยการฉายแสงไปเลยแทนการผ่าตัด


สรุป

โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีข้อดีคือ มักมีอาการเตือนแต่แรกเริ่ม  กล่าวคือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด  ดังนั้นการพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติจะช่วยให้รักษาได้แต่เนิ่นๆ โดยผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โอกาสหายสูง




รศ.พญ.อาบอรุณ  เลิศขจรสุข
  สาขาวิชามะเร็งวิทยานรีเวช
  ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี








ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์

กรุณากรอกคำค้น

Official Partners
iCheckTest
Roche