ความรู้และวิชาการ
Written by อ.นพ.วรพจน์ เชาวะวณิช
02 มิถุนายน 2561 14:54:42

10 คำถามเกี่ยวกับวัคซีนเอชพีวี (10 FAQs about HPV vaccine)






อ.นพ.วรพจน์ เชาวะวณิช
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช



ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าเชื้อไวรัสเอชพีวีเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer) ซึ่งเชื้อไวรัสเอชพีวีที่ก่อโรคเป็นชนิดความเสี่ยงสูง (High-risk HPV) ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยคือ 16 และ 18 (ร้อยละ 70-80) การฉีดวัคซีนเอชพีวีเพื่อป้องการการติดเชื้อไวรัสชนิดความเสี่ยงสูงจึงเป็นการลดการเกิดมะเร็งปากมดลูกวิธีหนึ่ง แม้วัคซีนจะแพร่หลายในประเทศไทยมาหลายปี แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวัคซีนอยู่ จึงขอรวบรวม 10 คำถามที่พบบ่อย ดังนี้


Q: วัคซีนเอชพีวี มีกี่ชนิด และมีวิธีการฉีดอย่างไร?
A:
 วัคซีนเอชพีวีที่แพร่หลายในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ชนิด 2 สายพันธุ์ (Cervarix®) และชนิด 4 สายพันธุ์ (Gardasil®) ส่วนชนิด 9 สายพันธุ์ยังไม่มีการนำเข้าสู่ประเทศไทย โดยวัคซีนชนิด 2 สายพันธุ์จะป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 ส่วนวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ จะเพิ่มการป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพในการป้องกันของวัคซีนทั้ง 2 ชนิดไม่แตกต่างกัน

โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนต้องฉีดเข้ากล้ามทั้งหมด 3 เข็ม ฉีดเข็มแรกเดือนที่ 0, เข็มที่ 2 เดือนที่ 1-2 และเข็มที่ 3 เดือนที่ 6 (เข็มที่3) โดยที่เข็มที่ 1 และ 2 ควรห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เข็มที่ 2 และ 3 ห่างกันอย่างน้อย 12 สัปดาห์ และเข็มที่ 1 และ 3 ห่างกันอย่างน้อย 4 เดือน เนื่องจากเชื้อไวรัสติดได้จากเพศสัมพันธ์ จึงควรฉีดตั้งแต่ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด


Q: ควรเริ่มฉีดวัคซีนเมื่ออายุเท่าใด?
A:
เริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 9-26 ปี จะได้ประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ แต่สตรีอายุมากกว่า 26 ปี ยังสามารถฉีดวัคซีนได้ โดยยังมีประสิทธิภาพสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้

ในเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปีเต็ม สามารถฉีดวัคซีนเพียง 2 เข็มได้ โดยฉีดเข็มแรกเดือนที่ 0 และ เข็มที่ 2 เดือนที่ 6-12 ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการฉีด 3 เข็ม


Q: ฉีดวัคซีนแล้วจะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกอีกแล้วใช่หรือไม่? ไม่ต้องตรวจภายในและตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแล้วใช่หรือไม่?
A:
ไม่ใช่ เนื่องจากไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์อื่นสามารถก่อโรคมะเร็งปากมดลูกได้ นอกเหนือจากสายพันธุ์ 16 และ 18 แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่าวัคซีนทั้ง 2 ชนิด สามารถป้องกันการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์ได้ (Cross protection) จึงทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 90 อย่างไรก็ตาม สตรีที่ได้รับการฉีดวัคซีนยังจำเป็นต้องมาตรวจภายในและตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากยังมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นที่วัคซีนไม่ครอบคลุม


Q: ต้องฉีดกระตุ้นซ้ำเหมือนวัคซีนบาดทะยักหรือไม่?
A:
ไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นซ้ำ จากการศึกษาวิจัยในสตรีที่ได้รับวัคซีนพบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสลดลงแต่ในระดับสูง แม้ผ่านไปเกือบ 10 ปี เมื่อคำนวณจากอัตราการลดลงของระดับภูมิคุ้มกันคาดการว่าประสิทธิภาพการป้องกันอาจมากกว่า 20 ปี


Q: การฉีดวัคซีนมีความปลอดภัยหรือไม่
A:
โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนมีความปลอดภัย ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นมักไม่รุนแรง ได้แก่ อาการปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีดวัคซีน อาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ผื่นคันตามตัว เป็นต้น ส่วนผลข้างเคียงระดับรุนแรง เช่น กลุ่มอาการกิลแลงบาร์เร (Guillan Barre syndrome) พบได้น้อยมากๆ และไม่มีการศึกษายืนยันว่าวัคซีนเป็นสาเหตุของโรคดังกล่าว


Q: ฉีดไม่ครบ ทำอย่างไรดี?
A:
สามารถฉีดต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่


Q: สตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ฉีดได้หรือไม่?
A:
ฉีดได้ แม้สตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วมีโอกาสที่เคยได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อน โดยวัคซีนยังมีประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีครั้งใหม่ แต่ไม่ช่วยกำจัดการติดเชื้อเดิม นอกจากนี้การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวีก่อนฉีดวัคซีนยังไม่พบประโยชน์ชัดเจน จึงยังไม่มีความจำเป็นในการตรวจ อย่างไรก็ตามสตรีที่ได้รับวัคซีนเอชพีวี ยังคงต้องได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ


Q: สตรีวัยหมดประจำเดือนแล้ว ฉีดได้หรือไม่?
A:
ปัจจุบันไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยถึงประโยชน์และประสิทธิภาพของวัคซีนในสตรีวัยหมดประจำเดือน อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนไม่ได้เป็นข้อห้ามในสตรีวัยหมดประจำเดือน แต่ไม่การรับรองถึงประสิทธิภาพการป้องกันเชื้อเอชพีวี


Q: ผู้ชายฉีดได้หรือไม่?
A:
ฉีดได้ จะช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งองคชาติ (Penile cancer) และมะเร็งทวารหนัก (Anal cancer) โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักร่วมเพศ นอกจากนี้บางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ได้จัดวัคซีนเอชพีวีอยู่ในโปรแกรมของประเทศ โดยฉีดให้กับเด็กชายและหญิง เพื่อช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันหมู่ในประชากร


Q: ฉีดไปแล้ว เกิดตั้งครรภ์ จะมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่?
A:
โดยทั่วไปแล้ว ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวี จะมีผลต่อการมีบุตร การตั้งครรภ์ หรือผลเสียต่อทารกแต่อย่างใด แต่หากพบว่าตั้งครรภ์แนะนำให้เลื่อนการฉีดเข็มที่เหลือจนกระทั้งการตั้งครรภ์สิ้นสุด นอกจากนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องงดให้นมบุตรหลังฉีดวัคซีน


References

  • Meites E, Kempe A, Markowitz LE. Use of a 2-Dose Schedule for Human Papillomavirus Vaccination — Updated Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices. MMWR. 2016;65(49);1405-8.
  • Petrosky E, Bocchini JA, Hariri S, Chesson H, Curtis CR, Saraiya M, et al. Use of 9-Valent Human Papillomavirus (HPV) Vaccine: Updated HPV Vaccination Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices. MMWR. 2015;64(11);300-304.
  • Human Papillomavirus Vaccination: Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMWR. 2014;29







ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์

กรุณากรอกคำค้น

Official Partners
iCheckTest
Roche